ข้อมูลยาเภสัช ที่ผู้ป่วยควรทราบ

pharmacy

 

เคยไหมที่ไปโรงพยาบาล ได้รับการตรวจจากแพทย์เรียบร้อยแล้ว และเมื่อไปรับยา จะได้รับการอธิบายจากเภสัชกร ว่า ยานี้คือยาแก้อะไร และทานวันละเท่าไหร่ หากหายต้องหยุด หรือทานจนยาหมด และควรทานเวลาไหน ทานก่อนหรือหลังอาหาร ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยอาจจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก สนใจเพียงแค่ว่า ‘’ไปถึงบ้านค่อยอ่าน’’ เพราะคิดว่าทุกอย่างได้เขียนกำกับเอาไว้แล้ว  แต่คุณรู้หรือไม่ว่า นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง  ซึ่งคงจะดีกว่า หากคุณตั้งใจฟัง และซักถามให้เข้าใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

 

แต่คุณทราบหรือไม่ว่า ข้อมูลยาเภสัชเหล่านั้น หากคุณใส่ใจและปฏิบัติตามจะช่วยให้ยาที่รับประทานเข้าไปมีการดูดซับเข้าไปในร่างกายได้อย่างดี ซึ่งจะช่วยให้อาการที่คุณเป็นอยู่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้ยามาทานที่บ้านมักจะรู้สึกว่า ทำไมเวลานอนโรงพยาบาล อาการจึงทุเลาเร็วกว่าการนำยาไปรับประทานที่บ้าน  นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะบางครั้งผู้ป่วยมักจะลืมทานยาบางมื้อบ้าง  ทานยาสลับกัน  โดยทานยาก่อนอาหารสลับกับยาหลังอาหารบ้าง  ทานยาไม่ตรงเวลาบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งแตกต่างกับหากคุณแอดมิดที่โรงพยาบาล พยาบาลจะดูแล และจัดยาและอาหารให้อย่างตรงเวลา ไม่สลับกันอย่างแน่นอน  ประกอบกับ มีนักกำหนดอาหารที่คอยกำกับดูแลเรื่องอาหารให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละท่านอีกด้วย จึงส่งผลให้ผู้ป่วยแข็งแรงได้อย่างเร็ว

 

ข้อมูลยาเภสัชเบื้องต้นที่ผู้ป่วยควรทราบมักจะเป็นแนวทางในการใช้ยาให้ถูกต้อง ซึ่งยาแต่ละชนิดจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ให้ถูกกับโรค  พร้อมทั้งบอกขนาดหรือปริมาณการใช้และวิธีใช้อย่างชัดเจน  เพราะผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีความรู้ในการใช้ยามากนัก  และหลายท่านยังมีความเข้าใจอย่างผิดๆ อีกด้วย ดังนั้น  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เภสัชกร จะต้องอธิบาย อย่างละเอียด และเน้นย้ำ ให้เห็นถึงความสำคัญในการใช้ยาอย่างถูกวิธี และถูกเวลา ทั้งนี้เพราะว่า เภสัชกร จะเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านข้อมูลยา อย่างละเอียด และเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้ยา อย่างไม่ถูกวิธี มากกว่าตัวผู้ช่วยเอง และตัวผู้ป่วยเองก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

 

และในปัจจุบันนี้ผู้ป่วยหรือบุคคลทั่วไป สามารถสืบค้น ข้อมูลยาเภสัช ได้จากระบบอินเตอร์ ได้แล้ว เนื่องจากมีเว็บไซต์ที่เก็บข้อมูลยาเภสัชเหล่านี้เอาไว้ เพื่อให้เป็นวิทยาธานแก่ผู้ที่ต้องการความรู้เพิ่มเติม  และเพื่อให้การใช้ยา เป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันผลกระทบหรืออันตรายที่อาจจะเกิดแก่ผู้ป่วย หรือผู้ที่บริโภคยาเพื่อการรักษาโดยการซื้อยาทานเอง แต่ไม่ชอบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรค